อาการของโรคพิษสุนัขบ้า
ยังจำแนก ได้ออกเป็นอีก 2 ประเภท ดังนี้
อาการแบบคลุ้มคลั่ง
โดยเฉลี่ยเสียชีวิตใน
5 วัน เพราะโรคลุกลามอย่างเร็ว โดยอาจแสดงอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้
1.
อาละวาด ผู้ป่วยจะกระวนกระวาย ตื่นเต้นต่อสิ่งเร้าได้ง่าย
ไม่ว่าจะเป็น เสียง แสง และ ลม เป็นต้น รู้ตัวและไม่รู้ตัวบ้าง
ซึ่งอาการจะรุนแรงยิ่งขึ้น จนอาละวาด
ไม่อยู่สุข บางครั้งอาจจำไม่ได้ ไม่เข้าใจตนเอง ขณะแสดงอาการ จะเป็นเช่นนี้ประมาณ 2 - 3 วัน หลังจากนั้นจะเริ่มซึมเศร้า
ไม่รู้สึกตัว มีความดันโลหิตต่ำ ซ็อกและอาเจียนเป็นเลือดได้
2.
กลัว
กลัวน้ำ
กลัวลม ลักษณะดังกล่าว อาจไม่พบร่วมกัน อาจเป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
เห็นได้ชัดขณะที่ผู้ป่วยรู้สึกตัว พอผู้ป่วยเริ่มซึมเศร้าอาการก็จะเริ่มหายไปผู้ป่วยจะมีอาการถอนหายใจซึ่งเกิดขึ้นเอง
3.
แสดงออกทางร่ายกาย
คันเฉพาะที่ตรงถูกสัตว์กัดในรูปของคัน
ปวดแสบปวดร้อน ปวดลึก ๆ ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วแขน ขา หรือหน้าซีดที่ถูกกัด
ผู้ป่วยอาจขนลุก รูม่านตาไม่สนองต่อแสง และ น้ำลายไหลมากผิดปกติ จะต้องบ้วน
หรือถ่มเป็นระยะๆ
อาการอัมพาต
อาการอัมพาต เกิดจากการที่ไวรัสลุกลามเข้าไปในส่วนต่างๆ
โดยเฉลี่ยเสียชีวิตใน 13 วัน โดยจะมีอาการอ่อนแรงของแขนขา
การป้องกันและรักษา
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หาย ขาดได้ การรักษาจึงทำได้เพียงการดูแล
ประคับประคอง และรักษาตามอาการ เท่าที่จะทำได้เท่านั้น วิธีการดูแลผู้ป่วย
ทำได้ดังนี้
1.
แยกผู้ป่วยให้ปราศจากสิ่งเร้าต่างๆ เช่นห้องที่สงบปราศจากเสียงรบกวน แต่ไม่จำเป็นต้องปิดไฟ
2.
ให้สารอาหารแบบน้ำเข้าทางเส้นเลือด
เนื่องจากผู้ป่วยมักจะกินอาหารไม่ได้
3.
ผู้ให้การดูแล ควรใส่เสื้อผ้ามิดชิด ควรใส่แว่นตาผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากผู้ป่วย
การป้องกัน
การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ดีที่สุดคือ
ระวังอย่าให้ถูกสุนัขกัดหรือแมวกัด เพราะการติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะมาจากน้ำลายสัตว์ที่เป็นโรคอยู่แล้ว
ที่สำคัญที่สุด คือ การเสริมภูมิคุ้มกันในสุนัข ซึ่งเป็นสัตว์นำ โรคหลัก รวมทั้ง การควบคุมจำนวนสุนัข
การติดต่อ
การติดต่อ
อาจเกิดขึ้นได้ โดยเชื้อไวรัสออกมากับน้ำลายสัตว์ที่ติดเชื้อและเข้าสู่ร่างกายคนทางบาดแผล ซึ่งพาหะอาจ กัด ข่วน เลีย หรือมีน้ำลายกระเด็นเข้าตา จมูก นอกจากนี้ เชื้ออาจติดต่อจากการกิน
ถ้ามีบาดแผลภายในช่องปากหรือหลอดอาหาร ซึ่งจะพบกรณีสัตว์กินเนื้อตัวป่วย
หรือที่ตายใหม่ๆ เข้าไป